ซื้อหรือเก็บ เศรษฐศาสตร์ช่วยตัดสินใจเรื่องเงินยังไงในชีวิตจริง
Student blog — 28/01/2026
Educational
แนวคิดเศรษฐศาสตร์ที่สามารถใช้ในการบริหารเงินส่วนบุคคลได้โดยตรง เนื่องจากรายได้ เวลา และทรัพยากรต่าง ๆ ของแต่ละคนมี “จำกัด” การใช้ความรู้ความเข้าใจเศรษฐศาสตร์ในเรื่องต่าง ๆ เช่น ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) อุปสงค์ อุปทาน ดอกเบี้ย ส่วนเพิ่ม(Marginal) เงินเฟ้อ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เป็นต้น จะช่วยทำให้การตัดสินใจทางการเงินแม่นยำขึ้น มีเหตุผลมากขึ้น และควบคุมความเสี่ยงได้ดีขึ้น
- ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ช่วยให้ตัดสินใจใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนค่าเสียโอกาสคือ คุณค่าของสิ่งที่เราต้องสละเพื่อเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ในการบริหารเงินส่วนบุคคล ความรู้เรื่องต้นทุนค่าเสียโอกาสมีความสำคัญมาก เช่น ถ้าเรามีเงินจำนวน 1,000 บาท เรามีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ ซื้อเสื้อได้ 1 ตัว กับนำเงินไปฝากธนาคาร ซึ่งได้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2ต่อปี หากเราเลือกที่จะนำเงินนั้นไปซื้อเสื้อ นั่นหมายความว่าจะเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสจากการซื้อเสื้อเท่ากับผลตอบแทนที่ได้จากการนำไปฝากธนาคาร คือดอกเบี้ย ซึ่งเราจะไม่ได้รับดอกเบี้ยนี้ ในแง่การบริหารการเงินส่วนบุคคลทำให้เราสามารถพิจารณาความคุ้มค่าของแต่ละทางเลือกและสามารถวางแผนการใช้เงินได้ดีขึ้น
- อุปสงค์(Demand)และอุปทาน(Supply) สมมติว่าเราต้องการเดินทางท่องเที่ยวไปจังหวัดเชียงใหม่โดยสารเครื่องบิน หากเราท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลซึ่งมีนักท่องเที่ยวมากและมีคนเดินทางมาก ในช่วงนี้ราคาตั่วเครื่องบินจะราคาแพง แต่ถ้าเราท่องเที่ยวในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว เราก็จะได้ราคาตั๋วที่ถูกกว่า ซึ่งจะทำให้เราสามารถลดต้นทุนหรือควบคุมค่าใช้จ่ายได้
ดอกเบี้ย เป็นต้นทุนของเงินทุน เพราะหากเราไม่มีเงินจะไปลงทุน เราจำเป็นต้องกู้เงินจากสถาบันการเงิน และเราต้องจ่ายค่าตอบแทนจากการใช้เงินนั้น ๆ ดังนั้นดอกเบี้ยก็คือราคาของการใช้เงินนั่นเอง เช่น เราต้องการกู้เงิน เพื่อไปทำอะไร ซื้อบ้าน รถ หรือถือบัตรเครดิต เราจะวางแผนผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างไรเพื่อให้จำนวนหนี้ลดลงได้มากและเร็วที่สุด เป็นต้น - ส่วนเพิ่ม (Marginal) เช่น นำเรื่องส่วนเพิ่มมาพิจารณาเกี่ยวกับการใช้จ่ายในการซื้อชาไทย ถ้าไม่กินชาไทยแก้วนี้ ในเดือนนี้จะประหยัดเงินได้เท่าใด เป็นการควบคุมพฤติกรรมการใช้จ่าย ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือ กรณีเราจะทำ OT หรือไม่ เนื่องจาการทำ OT ทำให้เราได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นต่อชั่วโมง ถือว่าเป็น Marginal Benefit และเปรียบเทียบกับความเหนื่อยที่ได้จากการทำ OT ถือเป็น Marginal Cost ซึ่งต้องเปรียบเทียบระหว่าง Marginal Benefit และ Marginal Cost ว่าเป็นอย่างไร ถ้า Marginal Benefit มากกว่า Marginal Cost เราก็จะทำ OT แต่ถ้า Marginal Benefit น้อยกว่า Marginal Cost เราจะไม่ทำ OT เป็นต้น ทำให้เราตัดสินใจอย่างมีเหตุผลมากขึ้น
- เงินเฟ้อ (Inflation) เงินเฟ้อมีผลทำให้ค่าของเงินลดลง เช่น จะซื้อบ้านหรือจะเช่าบ้าน จะลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ หรือลงทุนในกองทุนหุ้น เป็นต้น หากเรามีความเข้าใจเรื่องเงินเฟ้อ เราจะพิจารณาจากผลตอบแทนที่แท้จริง(Real Return) หมายถึงผลตอบแทนที่หักเงินเฟ้อแล้ว ทำให้เราประเมินความคุ้มค่าได้ดีขึ้น และทำให้เกิดความมั่นคงในระยะยาวได้
- เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavior Economics) เนื่องจาก“พฤติกรรมจริงของคน” ที่มักไม่เป็นไปตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม เช่น การตัดสินใจที่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ความลำเอียงทางความคิด และการตอบสนองต่อแรงจูงใจเฉพาะหน้า ซึ่งทั้งหมดนี้ “มีผลโดยตรง” ต่อการบริหารเงินส่วนบุคคล เช่น เมื่อห้างสรรพสินค้ามีโปรโมชั่นลดราคาสินค้า ผู้บริโภคมักจะใช้เงินทันทีเพื่อหาความสุขแทนที่จะเก็บออม(Present Bias) เป็นต้น หากเราทำความเข้าใจในแนวคิดนี้อย่างถ่องแท้แล้ว จะเป็นการช่วยลดการใช้จ่ายโดยใช้อารมณ์และสามารถวางแผนการเงินในอนาคตได้
จากตัวอย่างดังกล่าวข้างต้น หากเรามีความรู้ความเข้าใจเศรษฐศาสตร์ในเรื่องต่าง ๆอย่างเพียงพอ จะช่วยให้การบริหารเงินส่วนบุคคลได้ดียิ่งขึ้น
ผู้เชียน: ผู้ช่วยศาสตราจารย์กนกพร แสงวารี อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
แชร์บทความนี้