|
ราคาทองคำ ปี 2568
|
| เดือน |
ทองรูปพรรณ |
ทองแท่ง |
| รับซื้อ (บาท) |
ค่าธรรมเนียม (บาท) |
ขายออก (บาท) |
รับซื้อ (บาท) |
ขายออก (บาท) |
US$ ต่อออนซ์ |
Baht / US$ |
| ธันวาคม |
62,264.88 |
2,171.49 |
64,436.36 |
63,536.36 |
63,636.36 |
4,217.95 |
31.89 |
| พฤศจิกายน |
61,277.93 |
2,150.07 |
63,428.00 |
62,528.00 |
62,628.00 |
4,085.92 |
32.40 |
| ตุลาคม |
61,275.60 |
2,150.33 |
63,425.93 |
62,525.93 |
62,625.93 |
4,059.78 |
32.59 |
| กันยายน |
54,186.50 |
2,005.80 |
56,192.31 |
55,292.31 |
55,392.31 |
3,659.81 |
31.99 |
| สิงหาคม |
50,507.87 |
1,930.59 |
52,438.46 |
51,538.46 |
51,638.46 |
3,363.65 |
32.45 |
| กรกฎาคม |
50,218.90 |
1,923.69 |
52,142.59 |
51,242.59 |
51,342.59 |
3,344.20 |
32.44 |
| มิถุนายน |
50,607.00 |
1,933.39 |
52,540.38 |
51,640.38 |
51,740.38 |
3,350.88 |
32.63 |
| พฤษภาคม |
50,235.75 |
1,819.81 |
52,055.56 |
51,155.56 |
51,255.56 |
3,284.81 |
32.97 |
| เมษายน |
50,516.62 |
1,825.69 |
52,342.31 |
51,442.31 |
51,542.31 |
3,227.62 |
33.75 |
| มีนาคม |
46,745.28 |
1,756.65 |
48,501.92 |
47,601.92 |
47,701.92 |
2,980.33 |
33.83 |
| กุมภาพันธ์ |
45,310.71 |
1,428.87 |
46,739.58 |
46,139.58 |
46,239.58 |
2,892.25 |
33.79 |
| มกราคม |
42,929.19 |
1,387.48 |
44,316.67 |
43,716.67 |
43,816.67 |
2,702.91 |
34.27 |
ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Asset) กล่าวคือทองคำ ไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลหรือระบบธนาคาร ไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (default risk) เหมือนพันธบัตรหรือหุ้น และมีมูลค่าในตัวเอง (intrinsic value) และใช้เป็น “สื่อกลางในการรักษามูลค่า (store of value)” มานานหลายพันปี จากตารางที่ได้จากสมาคมค้าทองคำพบว่าราคาทองคำทั้งรูปพรรณและราคาทองคำแท่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งปี ประมาณ 50% แล้วอะไรคือเหตุปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เรามาดูกัน
1.คาดการณ์ว่าจะเกิดสงครามหรือวิกฤตเศรษฐกิจ
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีความไม่แน่นอน ทำให้นักลงทุนหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-off movement) เช่น สงคราม (เช่น รัสเซีย–ยูเครน, ตะวันออกกลาง)วิกฤตเศรษฐกิจ (เช่น วิกฤตซับไพรม์ 2008, โควิด-19) ทำให้นักลงทุนทั่วโลกขายหุ้น ขายพันธบัตรของประเทศเสี่ยง แล้วนำเงินไปซื้อทอง จึงความต้องการทองในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้น
2.เฟดลดดอกเบี้ย
เมื่อเกิดสงครามหรือวิกฤติเศรษฐกิจ จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้เฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) ลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จากผลที่
FED ประกาศลดดอกเบี้ยทำให้ดอลล่าร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น ๆ เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝาก พันธบัตร และสินทรัพย์ในสกุลดอลลาร์ทุกประเภท จะให้ผลตอบแทนน้อยลง จึงทำให้นักลงทุนย้ายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลอื่น เช่น ก่อนลดดอกเบี้ย พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐให้ผลตอบแทน 5% หลังเฟดลดดอกเบี้ย เหลือเพียง 3% จะทำให้นักลงทุนอาจขายพันธบัตรที่ได้ดอกเบี้ยเป็นเงินสกุลดอลล่าร์ แล้วหันไปซื้อพันธบัตรยูโรหรือเยนแทน หรือหันไปถือสินทรัพย์รูปแบบอื่นแทน เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า การซื้อทองคำในปริมาณเท่าเดิมจะต้องใช้เงินดอลล่าร์มากขึ้น มีผลทำให้ราคาทองคำในหน่วยดอลล่าร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้เมื่อดอลล่าร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น ในมุมมองของนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่น แสดงว่าทองคำมีราคาถูกลงในสายตาของนักลงทุนสกลุอื่น จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อทองคำเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มอุปสงค์ของทองคำเพิ่มขึ้น
การที่เฟดลดดอกเบี้ย กำลังแสดงถึงเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนหรือชะลอตัว นักลงทุนจะไม่ถือสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น แต่จะไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ แทน ยิ่งทำให้ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น
3. ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐ
ทองคำถูกกำหนดราคาเป็น ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ในตลาดโลก โดยกำหนดเป็น USD ต่อออนซ์ (เช่น 2,000 ดอลลาร์/ออนซ์) ดังนั้นการขายทองในประเทศไทย ต้อง แปลงค่าเป็นเงินบาท ก่อน
ราคาทองในไทย(บาท)=ราคาทองโลก (USD/oz)อัตราแลกเปลี่ยน (บาท/ดอลลาร์)
เมื่อ “เงินบาทอ่อนค่า” = 1 ดอลลาร์แลกได้ “เงินบาทมากขึ้น”
สมมติว่า 2,000 USD/oz
| ราคาทองโลก |
ค่าเงินบาทต่อ 1 USD |
ราคาทองไทย (โดยประมาณ) |
|
2,000 USD/oz
|
35 บาท/ดอลลาร์
|
70,000 บาท
|
|
2,000 USD/oz
|
37 บาท/ดอลลาร์
|
74,000 บาท
|
จะเห็นว่า ราคาทองโลกเท่าเดิม แต่เงินบาทอ่อนลงจาก 35 → 37 บาท ก็ทำให้ ทองไทยแพงขึ้นทันที 4,000 บาท เป็นที่สังเกตว่าถ้าหากทองคำโลกมีราคาสูงขึ้นแต่หากค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ก็อาจทำให้ราคาทองคำในประเทศไทยเพิ่มขึ้นได้ไม่มาก
4.อัตราเงินเฟ้อโลกสูง
หมายความว่าค่าเงินทั่วโลกลดค่าลง โดยเฉพาะ USD แสดงว่าอำนาจซื้อของเงินดอลล่าร์ลดลง นักลงทุนจึงหันไปทองคำแทนเงินสดหรือพันธบัตร เพื่อรักษามูลค่าทรัพย์สิน นอกจากนี้ทองคำเป็น สินทรัพย์ปลอดภัย (Save Haven Asset) เมื่อความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นในตลาดโลก ทำให้ราคาทองคำปรับสูงขึ้น
5.อุปสงค์ทองคำโลกเพิ่มขึ้นขณะที่อุปทานทองคำเท่าเดิม
5.1 อุปสงค์ทองคำโลกเพิ่มขึ้นจากธนาคารกลางแต่ละประเทศ ในช่วงความไม่แน่นอน ธนาคารกลางหลายประเทศจะ “เพิ่มทุนสำรองทองคำ (gold reserves)” เพื่อกระจายความเสี่ยงจากเงินตราต่างประเทศ เช่น ธนาคารกลางจีน รัสเซีย ในประเทศเอเชีย ซื้อทองเพิ่มในช่วงสงครามหรือการคว่ำบาตรหรือเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) ทำให้ราคาทองยิ่งสูงขึ้น
5.2 อุปสงค์ทองคำโลกเพิ่มขึ้นจากประเทศใหญ่ ๆ เช่น จีน อินเดีย เป็นต้น มีความต้องการทองคำมาก มีผลทำให้ราคาทองโลกสูงขึ้น (จีนและอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความต้องการทองคำสูงที่สุดในโลกและสาเหตุหลักมาจาก “ความเชื่อ วัฒนธรรมการใช้ทองคำเป็นเครื่องประดับ” รวมถึงบทบาทของทองใน ศาสนาและการลงทุน)
5.3 ความต้องการจากนักลงทุน คือมีการซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองเพิ่มขึ้นหรือมีการลงทุนผ่าน Gold ETF และกองทุนรวมทองคำหรือเกิดจากนักลงทุนรายใหญ่และสถาบันเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ต เป็นต้น
6. ความต้องการทองภายในประเทศเพิ่มขึ้น
เช่น ช่วงเทศกาลตรุษจีน ปีใหม่ ฤดูหนาวที่คนทั่วไปนิยมแต่งงาน นักลงทุนเก็งกำไรหรือกรณีที่คนหันมาซื้อทองเป็นที่พักมูลค่า ทำให้ราคาทองแท่งในตลาดภายในอาจเพิ่มเร็วกว่าตลาดโลก
7.ความไม่แน่นอนของภายในประเทศ
เช่น เงินเฟ้อ เงินบาทผันผวน ตลาดหุ้นไม่แน่นอน นักลงทุนย้ายเงินจากสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้น) มาถือทองแทน ทำให้ความต้องการภายในสูงขึ้น ราคาทองอาจขึ้นชั่วคราวได้
จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำแท่งในประเทศไทยเกิดจากทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก นักลงทุนควรทำความเข้าใจปัจจัยต่าง ๆ เพื่อทำให้มีการลงทุนในทิศทางที่ถูกต้อง และสามารถสร้างผลกำไร ให้กับนักลงุทนอย่างเหมาะสม
ผู้เขียน: ผู้ช่วยศาสตราจารย์กนกพร แสงวารี อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์