มหาอุทกภัยภาคใต้ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไตรมาส 4
Student blog — 15/12/2025
Educational
จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยภัยน้ำท่วม ที่เกิดขึ้นในอำเภอหาดใหญ่และหลายจังหวัดภาคใต้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 68 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยอุทกภัยที่เกิดขึ้น อาจทำให้เศรษฐกิจภูมิภาคติดลบในไตรมาส 4 และส่งผลกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ปัจจุบัน (ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 68) ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในอดีต พบว่า ปี 2543 มีความเสียหายรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน แรงงาน ภาคท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าเดิมและมีผู้เสียชีวิตจากปัญหาการจัดการภัยพิบัติที่ล่าช้าและไม่เป็นเอกภาพ
โดยหาดใหญ่ในฐานะเมืองท่องเที่ยวหลักของภาคใต้ ที่มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและสิงคโปร์เดินทางมาท่องเที่ยวในจำนวนมาก อาจเผชิญผลกระทบด้านภาพลักษณ์อย่างหนัก ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้องใช้เวลายาวนานขึ้น
การวิเคราะห์ปัญหา : ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบจัดการภัยพิบัติไทย
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนจุดอ่อนด้านโครงสร้างของระบบราชการไทย ซึ่งยังเน้นการ “แก้ปัญหาปลายเหตุ” มากกว่าการป้องกันเชิงรุก อีกทั้งเกิดความซ้ำซ้อนในการสั่งการ ขาดความเป็นเอกภาพ จนทำให้การเคลื่อนย้ายทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือประชาชนไม่ทันต่อสถานการณ์อันตราย
ข้อเสนอ: ปฏิรูประบบภัยพิบัติด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี
ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปแนวคิดและระบบการจัดการภัยพิบัติให้สอดรับกับภาวะสภาพอากาศแปรปรวนที่กำลังกลายเป็น “ความปกติใหม่” โดยต้องนำเทคโนโลยี Data Analytics และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการคาดการณ์และเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเชื่อมโยงข้ามหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การลงทุนด้านโครงสร้างป้องกันภัยพิบัติเป็นไปอย่างตรงจุด
นอกจากนี้ ควรใช้ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศจากจิสด้า (GISTDA) ในการประเมินพื้นที่เสี่ยง รวมถึงนำข้อมูลระดับน้ำมาซ้อนทับกับข้อมูลจากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อระบุตำแหน่งผู้ประสบภัยแบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และลดความสูญเสียได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ควรใช้ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศจากจิสด้า (GISTDA) ในการประเมินพื้นที่เสี่ยง รวมถึงนำข้อมูลระดับน้ำมาซ้อนทับกับข้อมูลจากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อระบุตำแหน่งผู้ประสบภัยแบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และลดความสูญเสียได้มากขึ้น
ผู้เขียน : รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์
แชร์บทความนี้