คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

You are here: คณะเศรษฐศาสตร์ ม.หอการค้าไทย แนะนำ กิจกรรมภายในคณะ ประเมินตลาดเออีซี...ใช้โอกาสให้เป็น - เออีซี กับ ม.หอการค้าไทย

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ประเมินตลาดเออีซี...ใช้โอกาสให้เป็น - เออีซี กับ ม.หอการค้าไทย

197757

 

เออีซีกับ ม.หอการค้าไทย สัปดาห์นี้ขอนำเสนอบทวิเคราะห์ “ประเมิน 3 ปี การค้า ภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่เปิดเผยโดย “อัทธ์ พิศาลวานิช” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงความสามารถของผู้ประกอบการไทยว่าในช่วง 3 ปีที่เปิดเสรีการค้ามาว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้ประกอบการในการหาช่องทางในการแข่งขันต่อไป

ดร.อัทธ์ บอกว่า จากการประเมินสถานะศักยภาพทางการค้าของประเทศในอาเซียน ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การเปิดเสรีการค้าสินค้าในปี 2553 เทียบกับสภาพการค้าของไทยในอาเซียนในปี 2555 พบว่า ไทยอยู่ในสถานะ “ตกต่ำ” หรือ DOG คือ มีอัตราขยายตัวต่ำและมีส่วนแบ่งตลาดต่ำ โดยสถานะนี้ลดลงจากเมื่อปี 2554 ที่ไทยอยู่ในกลุ่ม “ไร้ทิศทาง” หรือ Question Mark คือมีอัตราขยายตัวสูง แต่ส่วนแบ่งตลาดต่ำ ซึ่งเป็นสถานะเดียวกับที่ไทยคงอยู่เมื่อปี 2553 หรือเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้สถานะทางการค้าของไทยลดต่ำลงจากในช่วง 1-2 ปีแรกที่เปิดเออีซี ซึ่งบทวิเคราะห์นี้ประเมินจากการส่งออกไปอาเซียนในรายประเทศ โดยมูลค่าการส่งออกของไทยไปอาเซียนเมื่อปี 2555 อยู่ที่ 45,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.9% ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวที่ต่ำกว่าปี 2554 ที่มูลค่า 43,745 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีอัตราขยายตัวสูงถึง 20.7% ด้านส่วนแบ่งตลาดแม้ไทยจะอยู่ในอันดับที่ 2 และยังมีอัตราขยายตัวอยู่ แต่ก็เพียงเล็กน้อย โดยปี 2555 อยู่ที่ 18.4% เพิ่มจากปีก่อนที่ 18% ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งเป็นของสิงคโปร์ 43.4% แต่ด้านอัตราขยายตัวส่วนแบ่งตลาดพบว่า ฟิลิปปินส์ มีอัตราสูงถึง 96.9% เปรียบเทียบปี 54/55 และมีอัตราขยายตัวมูลค่าการส่งออกที่สูงถึง 102.9% ของมูลค่าการส่งออก 9,501 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลตรงนี้…ดร.อัทธ์ บอกว่า เป็นข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าหลังเป็นเออีซีได้สร้างความเปลี่ยนแปลงทางการค้ามากพอสมควร โดย 3 ปี ที่มีการเปิดการค้าเสรีบางส่วนกับเพื่อนบ้าน ก็พบว่าสินค้าอุตสาหกรรมที่เป็น “ดาวร่วง” ได้แก่  “ข้าว” ที่พบว่าส่วนแบ่งตลาดไทยลดลง 10.41% แต่ปรากฏว่าเวียดนามเพิ่มขึ้น 6.68% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ประเภทมันเส้นและอัดเม็ดของไทยลดลง 0.04% ส่วนผลิตภัณฑ์ของกัมพูชา กลับเพิ่มขึ้น 20.10% เช่นเดียวกับยางพาราของไทย ที่พบว่าส่งออกลดลง 2.91% ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเพิ่มขึ้น 10.73%

หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปของไทยก็ลดลง 0.19% ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 4.89% เหมือน ๆ กับ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยที่ส่งออกได้ลดลง 2.27% แต่สิงคโปร์เพิ่มขึ้น 2.38%
อย่างไรก็ตามสินค้าของไทยไม่ใช่จะมีแต่ “ดาวร่วง” เท่านั้น เพราะการเปิดการค้าเสรีในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา ไทยมีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันด้วยเช่นกัน โดยสินค้าที่อยู่ในกลุ่ม “ดาวเด่น”  ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผักและผลไม้, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, น้ำตาล, เนื้อสัตว์, ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง, เหล็ก และผลิตภัณฑ์จากเหล็ก และเครื่องดื่มยาสูบ

ส่วนการประเมิน 3 ปีการลงทุนในอาเซียน พบว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ หรือ เอฟดีไอ นั้น สิงคโปร์ ยังคงเป็นอันดับ 1 ด้วยมูลค่าการลงทุนมากถึง 167,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาเป็นอินโดนีเซีย 51,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอันดับสาม คือ มาเลเซีย ที่มีจำนวนเงินลงทุน 31,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศไทย นั้น มีจำนวนเงินทุนเข้ามาเป็นอันดับที่สี่ ด้วยมูลค่า 27,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ดร.อัทธ์ บอกด้วยว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศที่ทุกประเทศให้ความสนใจ แต่แนวโน้มการลงทุนนั้นกลุ่มประเทศ CLMV  ที่ได้แก่ “กัมพูชา” “สปป.ลาว” “เมียนมาร์” และ “เวียดนาม”  เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม และเมียนมาร์ ดังนั้น…หากไทยไม่เร่งปรับตัวหรือเตรียมตัวให้พร้อมมากกว่านี้ โอกาสที่เข้ามาอาจหลุดลอยไปโดยปริยาย 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วงขณะนี้คือเรื่องของความไม่พร้อมของเอกชนที่จะเข้าไปแข่งขัน ที่จากการสอบถามความเห็นของผู้ประกอบการในภาคผลิตและบริการใน 13 กลุ่มธุรกิจ จำนวน 1,500 ราย พบว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีมีสัดส่วนที่ไม่พร้อมมากถึง 54.50% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่มีความพร้อม 94.7% เพิ่มจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 92.59%  และที่มีความพร้อมสัดส่วน 43.23% เพิ่มจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 26.70% โดยกลุ่มธุรกิจสำคัญ 9 กลุ่มที่ได้ทำการสำรวจส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมกับการเป็นเออีซี ยกเว้นธุรกิจบริการสื่อสารและโทรคมนาคม การเงิน ภัตตาคาร-โรงแรม และขนส่ง ในส่วนความพร้อมเข้าลงทุนในอาเซียน พบว่า ธุรกิจเอสเอ็มอี 73.96% ระบุไม่พร้อม

ไปลงทุนในอาเซียน แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ 81% ระบุว่ามีความพร้อมไปลงทุนในอาเซียน เหตุผลที่ธุรกิจไม่พร้อมลงทุนในอาเซียน เพราะยังเน้นทำธุรกิจในประเทศไม่มีเงินทุนเพียงพอ ขาดประสบการณ์ บุคลากร ภาษา และรายละเอียดของข้อมูล

ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า เรื่องนี้ไม่ได้ต้องการให้มองเพียงแต่ว่า…ไทยต้องไปแข่งขันเพื่อให้เป็นที่ 1 ในอาเซียนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรมองในเรื่องของการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันมากกว่า

ที่สำคัญ…ในระยะยาวการเปิดเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ย่อมต้องส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของ 10 ประเทศสมาชิกแน่นอน เพียงแต่ต้องรู้จักใช้โอกาสที่เข้ามาให้เป็นเท่านั้น!!.

มาริสา ช่อกระถิน

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เริ่มนับ 29 ก.ย.56

730630
Today
Yesterday
This Week
216
356
1987
You are here: คณะเศรษฐศาสตร์ ม.หอการค้าไทย แนะนำ กิจกรรมภายในคณะ ประเมินตลาดเออีซี...ใช้โอกาสให้เป็น - เออีซี กับ ม.หอการค้าไทย